Email : gelisee.nop@gmail.com Tel : 02-101-6355 ,082-088-6121

Single Blog Title

This is a single blog caption
13
พ.ย.

สวยอย่างปลอดภัย!! สารเคมีในเครื่องสำอางที่ว่าที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงช่วงตั้งครรภ์

                เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ ว่าที่คุณแม่เกือบทุกคนรู้ว่าชีวิตประจำวันที่เคยทำจะต้องเปลี่ยนไป สิ่งหนึ่งที่คุณแม่มือใหม่หลายคนเป็นกังวลก็คือ เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ใช้อยู่นั้นยังจะใช้ได้เหมือนเดิมหรือไม่ จะเป็นอันตรายกับลูกในครรภ์หรือเปล่า บทความนี้จะแนะนำการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมในช่วงตั้งครรภ์และสารเคมีอันตรายในเครื่องสำอางที่ควรหลีกเลี่ยงหรื่อใส่ใจระมัดระวัง

                สำหรับการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับผิวหน้าหรือเส้นผมนั้น ควรเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบางแพ้ง่าย อ่อนโยน นอกจากนี้ยังควรตรวจสอบที่ฉลากข้างขวดหรือข้างกล่องว่าปราศจากสารเคมีในกลุ่มเหล่านี้ซึ่งควรหลีกเลี่ยงหรือระวังในช่วงตั้งครรภ์

–  กรดวิตามินเอ และอนุพันธ์ของวิตามินเอ เช่น Retinol, Retinoic Acid, Retinaldehyde, Retinyl ester รวมถึงอนุพันธ์กึ่งสังเคราะห์ต่างๆ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีกรดวิตามินเอ/อนุพันธ์ของวิตามินเอตามท้องตลาด เช่น Retin-A® , Renova®  , Stieva- A®  , Differin®, กลุ่ม Tretinoin, Isotretinoin, Adapalene และ Tazarolene สามารถพบในยารักษาสิวบางกลุ่มทั้งชนิดทาและชนิดกิน จัดเป็นยาอันตรายที่มีผลต่อทารกในครรภ์ มีผลการศึกษาพบว่าหากร่างกายของว่าที่คุณแม่ได้รับกรดวิตามินเอมากเกินไป โดยเฉพาะกรดวิตามินเอชนิดรับประทานอาจส่งผลต่อการแบ่งเซลล์ของตัวอ่อน ทำให้เกิดความผิดปกติต่างๆถึงขั้นพิการได้ ดังนั้นเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงยากลุ่มนี้ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของยากลุ่มนี้

สารกลุ่ม Paraben คือสารในกลุ่ม esters of p-hydroxybenzoic acid ซึ่งมีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้ จึงนิยมใช้เป็นสารกันเสียในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เครื่องสำอาง ยา และอาหาร      สาร parabens ที่นิยมใช้กันมากในเครื่องสำอาง คือ methylparaben, propylparaben และ butylparaben ซึ่งส่วนใหญ่ จะใช้สาร parabens ร่วมกันหลายชนิด เพื่อให้ สามารถยับยั้งจุลินทรีย์ได้หลายกลุ่ม จากการศึกษาวิจัยเมื่อ ค.ศ. 2004 ( Darbre, in the Journal of Applied Toxicology ) รายงานว่าตรวจพบ parabens ในก้อนที่เต้านม (breast tumors) และได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลในประเด็นที่ว่า parabens ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างอ่อนๆ อาจมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านม แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชี้ชัดว่าสาร parabens ในเครื่องสำอางจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม นอกจากนี้พบว่าสารกลุ่ม parabens สามารถดูดซึม เข้าสู่กระแสเลือดได้ โดยการดูดซึมสาร parabens ผ่านผิวหนังมีอัตราสูง กว่าการรับสาร parabens ผ่านการรับประทานถึง 10 เท่า เนื่องจากโครงสร้างของกลุ่ม paraben นั้น เป็น benzene ring มีคุณสมบัติในการดูดซึมผ่านผิวหนังซึ่งมีรูพรุนได้ดี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อลูกในครรภ์ได้ รวมถึงมีการตกค้างของสารภายในร่างกายเมื่อใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

สารกลุ่มโลหะหนัก สามารถพบได้ในกลุ่มเครื่องสำอางประเภท ครีมแก้ฝ้าหรือครีมทาใบหน้าหรือผิวที่ไม่ได้มาตราฐาน เนื่องจากในช่วงตั้งครรภ์ภาวะฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้สีผิวเข้มขึ้นในหลายๆตำแหน่ง เกิดฝ้าหรือกระได้ ครีมแก้ฝ้าหรือครีมทาที่ช่วยให้ผิวขาวที่ไม่ได้มาตราฐานนั้นอาจมีส่วนผสมของโลหะหนัก เช่นปรอท ซึ่งนอกจากใช้ต่อเนื่องจะทำให้เกิดฝ้าถาวรแล้ว ปรอทยังมีผลต่อทารก ทำให้ระบบประสาทพิการได้  ดังนั้นถ้าจะใช้ขอแนะนำผลิตภัณฑ์กันแดดที่เป็นกลุ่ม Physical sunscreen และกันแดดที่มีส่วนผสมของ Titanium dioxide, Micronized Zincoxide ซึ่งเป็นสารที่ช่วยปกป้องรังสียูวีมีความปลอดภัยสูง และควรเลือกกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป

สารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) เป็นสารอินทรีย์ที่จะระเหยเป็นไอ ทำให้ผู้ที่ได้รับไอระเหยของสารฟอร์มาลดีไฮด์เกิดผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้ระคายเคืองต่อการหายใจส่วนบน เคืองดวงตา จมูก ลำคอ อาจจะก่อให้เกิดการติดขัดในการหายใจ ทำให้เกิดอาการน้ำมูกไหล น้ำตาไหล อีกทั้งยังส่งผลที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังด้วย

โทลูอีน คือสารเคมีที่ทำให้น้ำยาทาเล็บทาได้เรียบลื่น สารตัวนี้ก็เป็นอันตรายต่อร่างกายเช่นเดียวกับฟอร์มาลดิไฮด์ หากสูดดมโดยตรงต่อเนื่องเป็นเวลานานจะเป็นอันตรายต่อระบบหายใจ

Phthalates คือสารเคมีชนิดหนึ่งที่ใช้เป็นสารพลาสติไซเซอร์ (plastizizer) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ความใส ความทนทาน ยืดอายุ ของผลิตภัณฑ์ เป็นสารเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น ของเล่นเด็ก พื้นไวนิล ผลิตภัณฑ์ชำระล้างน้ำมันหล่อลื่น บรรจุภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ยาเพื่อรักษาสภาพและหน่วง ถุงบรรจุเลือด และผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ยกตัวอย่างเช่น น้ำยาเคลือบเล็บ สเปรย์จัดทรงผม สบู่ และแชมพู น้ำหอม โดยกลุ่มหลักที่ใช้ในเครื่องผลิตภัณฑ์สำอาง คือไดบิวทิลแธลเลต(dibutylphthalate, DBP),ไดเมทิลแธลเลต(dimethylphthalate,DMP)ไดเอทิลแธลเลต(diethylphthalate,DEP) โดยปริมาณการใช้ส่วนมากจะใช้ความเข้มข้นไม่เกิน 10% เพื่อใช้เป็นสารพลาสติกไซเซอร์(plastizizer) ในผลิตภัณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น น้ำยาเคลือบเล็บ(ลดการแตกร้าว) และในสเปรย์ใส่ผม(ป้องกันการแข็งตัวของน้ำยา ส่งผลให้เกิดฟิล์มยืดหยุ่นขึ้น สามารถเคลือบบนเส้นผมได้) และยังใช้เป็นสารละลาย เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพในหลายผลิตภัณฑ์ อันตรายของ Phthalatesจากการทดลองกับสัตว์ทดลองที่ความเข้มข้นสูง ๆ พบว่าทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจและระบบประสาทส่วนกลางถูกกดทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนมีผลทำลายไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ทางเดินอาหาร

–  Hydroquinone (HQ) เป็นยาทาฝ้ากลุ่มยาลดการสร้างเม็ดสี (depigmenting agents) เป็นยารักษาฝ้าที่ใช้บ่อยที่สุด เป็นสาร hydroxyphenol ทำให้สีผิวจางลงชั่วคราว ออกฤทธิ์โดยยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase ทำให้ tyrosine ไม่ถูกเปลี่ยนเป็น dihydroxyphenylalanine (DOPA) ทำให้การผลิตเม็ดสีเมลานินน้อยลง และส่วนของ HQ ที่ถูกย่อยสลาย (cytotoxic metabolites) ก็ยังมียับยั้งการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีได้  ผลแทรกซ้อนของการใช้ HQ คือ ทำให้เกิดผื่นแพ้สัมผัสทั้งชนิดจากการแพ้และจากการระคายเคือง (allergic and irritant contact dermatitis), ปฏิกิริยาแพ้แสงแดด (phototoxic reactions) ที่อาจมีผื่นผิวหนังเป็นรอยดำหลังการอักเสบตามมา และที่พบได้ยากคือ ฝ้าถาวร (exogenous ochronosis) ที่พบในคนดำที่ใช้ HQ ความเข้มข้นสูงทาต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน โดยทั่วไป HQ มีอยู่ทั้งในรูปครีมและใน รูปสารละลายในแอลกอฮอล์ การใช้ในสตรีมีครรภ์ยังไม่ยืนยันความปลอดภัย (pregnancy category C) การใช้ยาอาจทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้น.

      ส่วนสารที่กล่าวต่อไปนี้ไม่ได้มีผลต่อลูกในครรภ์   แต่ในช่วงตั้งครรภ์ผิวของคุณแม่อาจอ่อนแอด้วยภาวะฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป  สารเหล่านี้อาจทำให้ระคายเคืองผิวได้ง่าย จึงควรหลีกเลี่ยง ได้แก่

  1. Benzoyl peroxide เช่น BP, Benzac®  หากต้องการใช้ควรใช้ในความเข้มข้นต่ำกว่า 5%

  2. สารในกลุ่ม BHA (Salicylic acid) แพทย์บางท่านให้หลีกเลี่ยง แต่แพทย์บางท่านยังให้ใช้ได้ตามปกติสูตินารีแพทย์ต่างประเทศ แนะนำให้ใช้ BHA (Salicylic acid) ในความเข้มข้น ไม่เกิน 2%  และให้ทาแต้มเป็นจุดๆ หรือเมื่อจำเป็นเท่านั้น ยกเว้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้าที่มีส่วนผสมของ BHA (Salicylic acid) สามารถใช้ได้ตามปกติเพราะไม่ต้องทาทิ้งไว้

  3. กรดผลไม้ (AHA) ความเข้มข้นสูงๆ AHA เป็นสารเคมีจำพวกกรดซึ่งมีอยู่หลายชนิด เช่นGlycolic acid , Lactic acid, Citric acid เป็นต้น สามารถระคายเคืองผิวในหญิงตั้งครรภ์ได้ แต่หากเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้าหรือทาทิ้งไว้ 5-10 นาทีแล้วล้างออก ก็สามารถใช้ได้เช่นเดียวกับBHA (Salicylic acid)

  4. อะลูมิเนียม คลอไรด์(Aluminium chloride) ถูกนำมาใช้เป็นยาระงับเหงื่อ (Antiperspirants) มักผลิตออกมาในรูปแบบของลูกกลิ้งทาผิว (Roll on) หรือโลชั่น (Lotion) โดยมีความเข้มข้นตั้งแต่ 12% ขึ้นไป

         อะลูมิเนียม คลอไรด์มีสรรพคุณใช้ระงับเหงื่อที่หลั่งออกมามากและเป็นสาเหตุของกลิ่นตัว  อะลูมิเนียมคลอไรด์มีกลไกการออกฤทธิ์ โดยจะทำให้เกิดการปิดกั้นท่อที่ระบายเหงื่อ การปิดกั้นดังกล่าวจะชะลอและยับยั้งเหงื่อให้หยุดไหล/ให้เหงื่อออกน้อยลงผลไม่พึงประสงค์  ผลข้างเคียงของอะลูมิเนียมคลอไรด์ คือในผู้ป่วยบางรายอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองทางผิวหนัง

  1. Sodium Lauryl Sulfate (SLS) สารเคมีที่นิยมใช้ในสบู่เหลวหรือเจล  เพื่อลดแรงตึงผิวของน้ำ ช่วยให้เกิดฟองทำให้สิ่งสกปรกหรือคราบไขมันหลุดออกมาได้ง่ายๆนิยมใช้กับเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่เหลว แชมพู หรือแม้แต่ยาสีฟัน อันตรายของสารนี้ คือ ระคายเคือง ต่อดวงตา และผิวหนัง โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารนี้ในผลิตภัณฑ์ และระยะเวลาที่ผลิตภัณฑ์สัมผัสร่างกาย ปริมาณฟองที่มากไม่ได้แปลว่าประสิทธิภาพการทำความสะอาดจะมากขึ้น แต่จะยิ่งทำให้ผิวหนังแห้งและเกิดการระคายเคืองได้

  2. Diethanolamine (DEA) และ Triethanolamine (TEA) สารเหล่านี้อย่ในกลุ่ม “amines” (หรือสารประกอบของแอมโมเนีย) เป็นส่วนประกอบที่พบได้ในสบู่เหลว แชมพู เจลล้างมือ เป็นสารที่ช่วยให้เกิดฟอง และช่วยปรับค่าความเป็นกรดด่างของเครื่องสำอาง หรือค่า pH    ปกติแล้ว ถ้าเป็นสาร (DEA) เพียงลำพังจะไม่เป็นมีผลต่อผิวหนังของเรายกเว้นกรณีผิวบอบบางอาจทำให้ระคายเคือง แพ้ เป็นผื่นแดงได้ แต่เมื่อรวมตัวกับเกลือ nitrates จะเกิดเป็น Nitrosodiethanolamine (NDEA) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง

  3. Diazolidinyl imidazolidnyl Urea เป็นสารกันบูดอีกตัวหนึ่งที่ใช้กันในเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพบได้มากน้ำหอม โลชั่นบำรุงผิว ครีมกันแดด สบู่ ครีมนวดผมหรือแชมพูสระผม ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย และเครื่องสำอาง และมีความเป็นไปได้ Diazolidinyl imidazolidnyl Urea จะปล่อย ฟอร์มาลดี ไฮด์แม้จะเป็นปริมาณน้อย แต่ก็มีโอกาสก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังได้

  4. Thioglycolic acid เป็นสารที่ทำให้โครงสร้างของโปรตีนในเส้นผมหรือขนที่เรียกว่า เคราติน (Keratin) มีความอ่อนตัวมากขึ้นทำให้จัดรูปทรง ได้ตามความต้องการ พบได้ในน้ำยาดัดผม และครีมกำจัดขน อันตรายของ Thioglycolic acid คือมีกลิ่นฉุนก่อให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ และก่อให้เกิดการระคายเคืองที่หนังศีรษะและผิวหนังได้

สำหรับผลิตภัณฑ์ต่างๆของ  Gelisee นั้นผลิตจากสารตั้งต้นธรรมชาติ 99% อ่อนโยน เหมาะสำหรับผิวที่บอบบางแพ้ง่าย ปราศจากสารเคมีอันตรายที่ควรหลีกเลี่ยงในขณะตั้งครรภ์ อาทิ Facial cleansing gel ด้วยประสิทธิภาพ ของสารจากธรรมชาติ คือ Tea Tree Oil, α-mangostin, xanthones จากสารสกัดเปลือกมังคุด และ curcumin จากสารสกัดขมิ้นชัน มีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส รา ยีสต์ เชื้อ P. acnes ซึ่งป็นต้นเหตุของสิว นอกจากนี้ ยังมีสารไตรเตอพีนอยด์ (triterpenoids) ที่สกัดจากใบบัวบก  สามารถช่วยกระตุ้นการสร้าง collagen ทำให้ผิว หน้าเต่งตึง รอยแผลที่เกิดจากการอักเสบของสิวและหลุมสิวจะค่อยๆ ตื้นขึ้นและเลือนหายไป สารสกัดเปลือกมังคุดและสารสกัดขมิ้นชัน สามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (Antityrosinase) ทำให้การสร้าง เม็ดสีเมลานินลดลง เมื่อใช้เป็นประจำใบหน้าจะค่อยๆกระจ่างใสขึ้น อย่างเป็นธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีส่วนผสมของ อะโลเวร่า น้ำผึ้ง กลีเซอรีน และน้ำมันจากธรรมชาติ อาทิ AVOCADO OIL JOJOBA SEED OIL SWEET ALMOND OIL ที่ อุดมไปด้วย vitamin จะช่วยบำรุงผิวหน้า ให้อ่อนนุ่ม ชุ่มชื้น นอกจากนี้ Gelisee ยังมีผลิตภัณฑ์อีกหลายอย่างทั้ง Gentle Make Up Remover, Sensitive Scalp Soothe Shampoo, Clarifying shampoo, Nutrients rich conditioner และ Hair Mask (Hair Food Enrished) ผลิตภัณฑ์ Gelisee จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคุณแม่ ที่ต้องการผลิตภัณฑ์ อ่อนโยนและปลอดภัย กับทารกในครรภ์

  พงศ์พีระ โรมรัตนพันธ์

อ้างอิงจาก http://msds.pcd.go.th/searchName.asp?vID=2434 ศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและ เคมีภัณฑ์ http://content.chemipan.net/home/index.php/634 -บทความ/688-เคมี-เครื่องสำอาง/483 http://fic.nfi.or.th/foodsafety/upload/damage/pdf/ http://ptprinting.blogspot.com/2012/08/formaldehyde.html http://www.thelovelyair.com/what-is-talcum-powder/ http://www.mamaexpert.com/topic/5646 http://www.fitpregnancy.com/gear/maternity-fashion/12-cosmetic-ingredients-avoid-during-pregnancy http://community.akanek.com/th/green/story/dangerous-in-skin-care-product http://www.doctor.or.th/clinic/detail/7092 http://th.theasianparent.com/ http://www.oknation.net/blog/DIVING/2014/04/27/ http://kbeautifullife.askkbank.com/health_wellness/Pages/health_wellness_monthly_detail.aspx?TID=1154 http://www.siamabsolute.co.th/blog/5 http://e-cosmetic.fda.moph.go.th/data_center/ifm_mod/nw/parabens.pdf International Journal of Environmental Research and Public Health ISSN 1660-4601 Article Toxicity and Estrogenic Endocrine Disrupting Activity of Phthalates and Their Mixtures Fertility and Sterility Vol. 96, Issue 3, 2011 Supplement, 1. P-158 Tuesday, October 18, 2011 Fertility and Sterility Vol. 96, Issue 3, 2011 Supplement, P-307 Wednesday, October 19, 2011. THE ASSOCIATION OF URINARY PARABEN CONCENTRATIONS WITH MEASURES OF OVARIAN RESERVE AMONG PATIENTS FROM A FERTILITY CENTER. K. W. Smith, I. Dimitriadis, S. Ehrlich,J Ford, K. F. Berry, I. Souter. Environmental Health, Harvard School of Pub- lic Health, Boston, MA; Obstetrics, Gynecology & Reproductive Biology, Massachusetts General Hospital – Harvard Medical School, Boston, MA; Obstetrics and Gynecology, Brigham and Women’s Hospital, Boston, MA.

Leave a Reply